ไอเรื้อรัง

ไอเรื้อรัง หลายปี เพราะ 4 สาเหตุนี้ หลายคนมองข้าม

ไอเรื้อรัง คืออาการไอที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการสร้างเสมหะ หรือน้ำมูกมาก ทำให้เสียงไอเป็นแบบแห้ง ที่มีอาการต่อเนื่องยาวนานหลายเดือน หรือหลายปี 

ไอเรื้อรัง คืออะไร 

ไอเรื้อรังเกิดจาก

โรคไอเรื้อรัง (Chronic Cough) คือการไอที่เกิดขึ้นนานนับเดือน หรือปีโดยต่อเนื่องโดยไม่หายไปด้วยตัวเอง หรือไม่มีสาเหตุที่ชัดเจนที่สามารถหาได้ง่าย ๆ อาจเป็นอาการเดี่ยวเอง หรือเป็นอาการที่มีความซ้ำเติมอย่างต่อเนื่อง โรคนี้สามารถมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วยได้มาก ๆ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อโรคไอเรื้อรังมีหลายประการ เช่น การติดเชื้อทางเดินหายใจ, การเผาไหม้, การทดสอบสารเคมี, การติดเชื้อจากแบคทีเรีย, การติดเชื้อจากเชื้อร่วม, โรคไอเรื้อรังที่ไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน (ไอเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุ), และการใช้ยา certain medications หรือการมีโรคร่วมที่ทำให้เกิดอาการไอมากขึ้น

การวินิจฉัยของโรคไอเรื้อรังนั้นมีความซับซ้อน การตรวจร่างกาย, การประเมินประวัติทางการแพทย์, การทำรังสีเอ็กซเรย์, การทำการตรวจเลือด, หรือการทำการตรวจแบบอื่น ๆ อาจถูกนำเข้ามาเพื่อวินิจฉัย และค้นหาสาเหตุของอาการไอ

4 สาเหตุของ ไอเรื้อรัง ที่หลายคนมองข้าม

สาเหตุ 1 การใช้ยาบางชนิด กลุ่ม Certain Medications

การใช้ยา certain medications หรือบางประการของยาในระยะยาวอาจมีผลกระทบต่อการเกิดไอเรื้อรังได้ 

  • ACE inhibitors (Inhibitors ของเอนไซม์แปรผัน Angiotensin): บางกลุ่มของยาที่ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงอาจทำให้เกิดไอเรื้อรัง ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มระดับบรรยากาศแข็ง หรือสารเร่งการผลิตบริเวณทางเดินหายใจ
  • เบต้าบล็อกเกอร์ (Beta-blockers): บางกลุ่มของยาที่ใช้ในการรักษาโรคหัวใจ สามารถทำให้เกิดไอเรื้อรังได้ โดยยานี้ทำให้ลำไส้ขยายตัวลดลง ทำให้เกิดการกระตุ้นในทางเดินหายใจ
  • ยาที่มีส่วนประกอบที่ทำให้เกิดการตีบหลอดลม (ACE inhibitors, ARBs) : บางยาที่ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไต อาจทำให้เกิดไอเรื้อรังเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในหลอดลมที่ทำให้เกิดการระคายเคือง
  • ยาที่มีส่วนประกอบที่ทำให้เพิ่มการผลิตเสมหะ (ACE inhibitors) : บางยาที่มีส่วนประกอบที่กระตุ้นการผลิตเสมหะในทางเดินหายใจอาจเป็นสาเหตุของการไอเรื้อรัง
  • ยา และการรักษาแบบในที่เข้าสู่ทางเดินหายใจ (Inhaled Medications): บางยา หรือการรักษาที่ในที่สุดเข้าสู่ทางเดินหายใจ (inhalers) อาจทำให้เกิดการไอเรื้อรังเป็นผลมาจากการตรวจจับในทางเดินหายใจ หรือการกระตุ้นการผลิตเสมหะ

สาเหตุ 2 การสูบบุหรี่ ควันไม่ดี ทำลายปอด 

การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญที่หลายคนมองข้ามเมื่อพูดถึงการเกิดไอเรื้อรัง สารเคมีที่มีในบุหรี่สามารถทำให้เส้นใยละอองในทางเดินหายใจหลอมละลาย ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง และยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบ (bronchitis) หรือถุงลมอักเสบ (emphysema) ได้

การสูบบุหรี่สามารถทำลายระบบหายใจโดยทำให้เนื้อเยื่อทางเดินหายใจ และปอดเสื่อมลง ทำให้เกิดอักเสบ และหลอดลมตีบ การสูบบุหรี่ยังลดความสามารถในการขับเสมหะ, เสี่ยงต่อโรคหลอดลมตีบ (COPD), และมะเร็งปอด สารพิษในบุหรี่ทำลาย Cilia ที่มีหน้าที่ล้างเสมหะ และสารพิษออกจากระบบหายใจ การลด หรือเลิกสูบบุหรี่เป็นการลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพทางหายใจ

สาเหตุ 3 มลพิษในอากาศ ปีศาจที่มองไม่เห็น

การถูกฝุ่นละออง และสารเคมีในอากาศ ซึ่งสามารถเกิดจากการทำงานในสถานที่ที่มีฝุ่นละออง หรือสารเคมี เช่น โรงงาน  หรือบริเวณที่มีมลพิษอากาศสูง สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองในทางเดินหายใจ และส่งผลให้เกิดอาการไอเรื้อรัง

สาเหตุ 4 โรคเรื้อรัง

การติดเชื้อจากไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่มีการระบาดของไข้หวัด หรือโรคไข้หวัดใหญ่ การติดเชื้อนี้สามารถทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้ และบางครั้งอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงถึงขั้นทำให้หายใจลำบาก

โรคเรื้อรัง เช่น หลอดลมอักเสบเรื้อรัง (chronic bronchitis) หรือถุงลมอักเสบเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease, COPD) มักเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดอาการไอเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง โรคเรื้อรังส่วนใหญ่เกิดจากการสูบบุหรี่ หรือปัจจัยที่ทำให้ระบบทางเดินหายใจเสื่อมเสีย

ไอเรื้อรัง รุนแรงระดับไหน? อ่านเพื่อเช็กอาการ

การที่เราสามารถเข้าใจความรุนแรงของไอเรื้อรังนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราได้รับการดูแล และรักษาที่เหมาะสมตามความต้องการของร่างกาย โรคไอเรื้อรังมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งเป็นระดับต่าง ๆ ตามลักษณะอาการ และผลกระทบต่อความสบายของผู้ป่วยได้

ไอเรื้อรัง รุนแรงระดับที่ 1 

ระดับที่ 1 ของไอเรื้อรังมักเป็นไปได้โดยทั่วไป ไม่ค่อยมีอาการที่รุนแรงมาก ผู้ป่วยจะมีการไอที่เล็กน้อย อาจมีเสมหะ หรือไม่ก็ได้ แต่รู้สึกสบาย ๆ ไม่มีความเจ็บปวด หรืออื่น ๆ ที่ทำให้เจ็บคอ หรือรู้สึกไม่สบายมากนัก

มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย อาจเป็นผลมาจากการเผชิญหน้ากับตัวเชื้อที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่, หรือการติดเชื้อหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (acute bronchitis) ในระยะนี้, อาการไอมักเกิดอย่างรวดเร็ว และสามารถดูแล และรักษาได้โดยการพักผ่อน, ดื่มน้ำมาก, และรับประทานยาลดไข้หากมีไข้

 ไอเรื้อรัง รุนแรงระดับที่ 2

ระดับที่ 2 ของไอเรื้อรังมีอาการที่รุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะมีการไอมากขึ้น มีเสมหะมากขึ้น และบางครั้งอาจมีอาการเจ็บคอ หรือปวดหลังคอ

เป็นผลจากการติดเชื้อที่มีความรุนแรงขึ้น, หรืออาจมีการเส้นใยละอองที่เกิดขึ้นในทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการระคายเคือง และอาการไอมีลักษณะเจริญไปที่รุนแรงขึ้น ในช่วงนี้, การเริ่มรับประทานยาลดอาการไอ หรือยาบรรเทาอาการอาจจำเป็นต่อการควบคุมอาการไอ

ไอเรื้อรัง รุนแรงระดับที่ 3 

ระดับที่ 3 ของไอเรื้อรังถือเป็นระดับที่รุนแรงที่สุด ผู้ป่วยมีการไออย่างรุนแรง และบ่อยมาก มีเสมหะมากมาย อาจมีอาการเจ็บปวดหรือระบบทางเดินหายใจมีอาการอักเสบ

อาจมีการเส้นใยละอองที่ปล่อยออกมาจากทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการไอมากขึ้น อาจเกิดจากโรคทางเดินหายใจเรื้อรังเช่น หลอดลมอักเสบเรื้อรัง (chronic bronchitis) หรือถุงลมอักเสบเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease, COPD) ในระยะนี้, การรักษาจะเน้นที่การควบคุม และบำบัดโรคต้น เพื่อลดความรุนแรงของอาการไอ และป้องกันการเกิดซ้ำของโรคทางเดินหายใจ

ไอเรื้อรัง เป็นนานแค่ไหน? จึงเรียกว่า “เรื้อรัง”

การเรียกว่า “เรื้อรัง” ในกรณีของไอเรื้อรัง นั้นส่วนใหญ่หมายถึงการที่อาการไอมีระยะเวลา และความรุนแรงมากขึ้น, ซึ่งอาจมีปัจจัยหลายประการที่ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังในระยะต้น, ระยะกลาง, และระยะรุนแรง ทำให้การดูแล และรักษาต้องมีการพิจารณาตามลักษณะ และระดับความรุนแรงของอาการไอในแต่ละระยะ

ไอเรื้อรัง ระยะต้น (ไอเฉียบพลัน)

  • เป็นนานกว่า 1 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 3 สัปดาห์
  • มักเป็น ๆ หาย ๆ ในระยะเวลาอันสั้น และกลับมาเป็นซ้ำ 
  • มักมีสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศ ฝุ่น 
  • มีอาการเจ็บคอเล็กน้อย ไอเบา อาการไอไม่รุนแรงมาก 

ไอเรื้อรัง ระยะกลาง (ไอกึ่งเฉียบพลัน)

  • เป็นนานกว่า 3 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 8 สัปดาห์
  • มักมีสาเหตุมาจากอาการป่วย และพฤติกรรม เช่น อาการลองโควิด หวัด การสูบบุหรี่ 
  • มักเกิดกับคนที่ประกอบอาชีพที่มีการใช้ลำคออย่างหนัก เช่น นักร้อง ครู นักพูด 
  • มีอาการเจ็บคอปานกลาง ไม่รุนแรงมาก แต่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิต 

ไอเรื้อรัง ระยะรุนแรง (ไอเรื้อรังรุนแรง)

  • เป็นนานกว่า 8 สัปดาห์ 
  • มักมีสาเหตุจาก โรคประจำตัว เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด รวมถึงโรคจากกล่องเสียง และลำคอ
  • มีผลกระทบในชีวิตมาก เช่น เสียงแหบแห้ง รู้สึกเจ็บขณะดื่มน้ำ รู้สึกเจ็บขณะกลืน สำลักอาหาร 

ไอเรื้อรัง มีวิธีรักษาอย่างไร แบบไหนต้องไปหาหมอ?

ไอเรื้อรัง หากอยู่ในระยะเฉียบพลัน (เป็นนานกว่า 1 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 3 สัปดาห์) จะสามารถรักษาได้เอง หายเองได้ เพียงปรับพฤติกรรม ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ หรือซื้อยามารับประทาน แต่หากอยู่ในระยะที่เป็นมานานเกินกว่า 3 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์ รับการวินิจฉัย เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการไอเรื้อรัง

ไอเรื้อรังวิธีแก้

ไอเรื้อรัง รักษาด้วยตนเอง

การปฏิบัติตัว

  • ดื่มน้ำมาก : การดื่มน้ำเพียงพอสามารถช่วยในการทำให้เสมหะ หรือเสมหะในทางเดินหายใจเปื้อนเลือด ทำให้การไอเรื้อรังมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่อุ่น : อาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วย หรือเครื่องดื่มที่อุ่นอาจช่วยคลายการติดต่อ หรือเกิดจากการไอ
  • การหลีกเลี่ยงสารที่กระตุ้นการไอ : หลีกเลี่ยงสารบางอย่างที่อาจทำให้เกิดการไอมากขึ้น, เช่น สารพิษในบรรยากาศ หรือควันไป
  • การพักผ่อน : การให้ร่างกายพักผ่อนมีบทบาทที่สำคัญในการฟื้นตัวจากโรค ร่างกายมีโอกาสหายจากโรคได้ดีขึ้นเมื่อได้รับพักผ่อนเพียงพอ

อาหารการกิน

ควรทาน
  • ผลไม้ที่มีวิตามิน C : ผลไม้เช่น ส้ม, มะนาว, แตงโม, และผลไม้ที่มีวิตามิน C สามารถช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และลดการอักเสบในทางเดินหายใจ
  • ผลไม้ และเจลลี : ผลไม้ และเจลลีมีความเป็นเส้นใยสูง ช่วยในการลดอาการอักเสบในทางเดินหายใจ
  • ชาสมุนไพร : ชาสมุนไพรบางชนิด ช่วยผ่อนคลายทางเดินหายใจ และลดการไอ
  • สมุนไพรที่ช่วยผ่อนคลาย : สมุนไพรเช่น หางไหล, บัวบก, และมิ้นท์ สามารถช่วยผ่อนคลายทางเดินหายใจ และลดการไอ

อาหารทดแทนมื้ออาหาร : อาหารทดแทน เป็นตัวช่วยพิเศษที่ทานง่าย ได้โภชนาการเทียบเท่าอาหารปกติ

ไม่ควรทาน
  • อาหาร หรือเครื่องดื่มที่เย็นจัด : อาหาร หรือเครื่องดื่มที่เย็นจัดอาจทำให้ทางเดินหายใจกระตุ้น และทำให้เกิดการไอ
  • อาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีความเผ็ดมาก : อาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีความเผ็ดสูงอาจทำให้ทางเดินหายใจอักเสบ และกระตุ้นการไอ
  • น้ำตาล และอาหารที่มีน้ำตาลสูง : การบริโภคน้ำตาลมากอาจทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และเสี่ยงต่อโรคไอเรื้อรัง
  • อาหารที่มีไขมันสูง : อาหารที่มีไขมันสูงอาจทำให้เกิดการเสียเวลาในการลดน้ำหนัก หรือการทำให้โรคทางเดินหายใจมีอาการรุนแรงขึ้น
  • เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ : การบริโภคแอลกอฮอล์อาจทำให้การไอมีการกระตุ้นมากขึ้น
  • อาหาร หรือเครื่องดื่มที่ทำให้เปรี้ยว : อาหาร หรือเครื่องดื่มที่ทำให้เปรี้ยวอาจกระตุ้นการไอ
  • อาหารที่มีสารเคมี หรือสารแปลกปลอม : หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหาร หรือสิ่งที่มีสารเคมีที่อาจทำให้เกิดการกระตุ้นในทางเดินหายใจ
  • อาหาร หรือเครื่องดื่มที่ทำจากนม : ในบางกรณี, นม หรือผลิตภัณฑ์จากนมอาจทำให้เสมหะ หรือเสมหะมีมากขึ้น

ไอเรื้อรัง รักษาด้วยการแพทย์

ไอเรื้อรังรักษา

การบำบัด

การบำบัดมุ่งเน้นที่การฟื้นฟู และปรับฟื้นฟูฟังก์ชันของร่างกายหลังจากได้รับผลกระทบจากโรค หรืออาการไอเรื้อรัง การบำบัดสามารถรวมถึง

  • กิจกรรมกายภาพบำบัด (Physical Therapy) การฝึกฝนกล้ามเนื้อ และฟื้นฟูความแข็งแรงของท่าน
  • การบำบัดการพูด (Speech Therapy) การฝึกทักษะการพูด และการหายใจเพื่อลดอาการไอ

การรักษา

การรักษาโรคไอเรื้อรังมักเน้นการจัดการอาการและการควบคุมอาการที่เกิดขึ้น การรักษาสามารถรวมถึง:

  • การให้คำปรึกษาทางการแพทย์ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารจัดการโรคไอเรื้อรัง, และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง
  • การควบคุมสิ่งแวดล้อม การลด หรือหลีกเลี่ยงตัวตนจากสารที่อาจกระตุ้นการไอเรื้อรัง เช่น ฝุ่นละออง, ควัน, หรือสารเคมี

การใช้ยา

การเลือกใช้เทคนิคการรักษาทางการแพทย์นี้จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วย แพทย์จะทำการประเมินอย่างละเอียดเพื่อกำหนดวิธีการรักษาที่เหมาะสม

  • ยาลดอาการไอ (Antitussives) : สารที่ช่วยลดการกระตุ้นในการไอ
  • ยาทำน้ำลายเสมหะ (Expectorants) : สารที่ช่วยเร่งการละลายเสมหะ และช่วยในการลดอาการไอ
  • ยาแก้ปวด (Analgesics) : สารที่ช่วยลดอาการปวดที่เกี่ยวข้องกับการไอ
  • ยาลดการอักเสบ (Anti-inflammatory drugs) : สารที่ช่วยลดการอักเสบในทางเดินหายใจ

การผ่าตัด

การผ่าตัดในกรณีโรคไอเรื้อรังมักถูกพิจารณาในกรณีที่มีภาวะรุนแรงและไม่ได้รับประโยชน์จากการรักษาทางอื่น ๆ หรือในกรณีที่มีปัญหาทางโครงสร้างที่ต้องการการแก้ไข

  • การ Tonsillectomy ถูกนำมาใช้ในกรณีที่มีปัญหาจากทอนซิล (tonsils) ที่มีการอักเสบ หรือทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังบ่อย ๆ 
  • การปรับแต่งโครงสร้างของทางเดินหายใจเช่น การลดขนาดของท่อเสียง สามารถทำในกรณีที่มีการอุดตัน หรือความผิดปกติในโครงสร้างทางเดินหายใจ
  • การ Tracheostomy กรณีที่ทางเดินหายใจหลักมีปัญหา หรือมีอุปสรรคทำให้ไม่สามารถหายใจได้, การทำการเจาะรูทางเดินหายใจ (tracheostomy) อาจถูกนำมาใช้
  • การศัลยกรรมทางท่อเสียง (Laryngeal Surgery) กรณีที่มีปัญหาทางท่อเสียง หรือระบบการพูด, การผ่าตัดทางท่อเสียงอาจเป็นทางเลือก
  • การลดขนาด หรือเอาออกทางท่อเอสโตเจน (Bronchial Surgery): ในกรณีที่มีปัญหาทางท่อเอสโตเจน, การลดขนาด หรือเอาออกทางท่อเอสโตเจน (bronchus) อาจเป็นการรักษาที่เหมาะสม

การเลือกใช้เทคนิคการรักษาทางการแพทย์นี้จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และสภาพร่างกายของผู้ป่วย แพทย์จะทำการประเมินอย่างละเอียดเพื่อกำหนดวิธีการรักษาที่เหมาะสม

เรื่องต้องระวัง! ไม่ให้ “โรคไอเรื้อรัง” ทรุดลงกว่าเดิม

ปัญหาสุขภาพ ที่มาจาก ไอเรื้อรัง

น้ำหนักลด

การไอเรื้อรังอาจทำให้สูญเสียความสามารถในการรับประทานอาหารได้น้อยลง เนื่องจากการไอมักทำให้รู้สึกไม่สบายในการกิน ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะไม่ได้รับประโยชน์จากอาหารเพียงพอ เบื่ออาหาร

คันคอ มีเสมหะ

การไอที่เป็นรูปแบบของโรคไอเรื้อรังมักเกิดพร้อมกับการทำให้มีเสมหะ หรือเสมหะที่เจริญเติบโตในทางเดินหายใจ นี่อาจทำให้เกิดความคันคอ และรู้สึกไม่สบาย

กรดไหลย้อน

การไอเรื้อรังที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ อาจทำให้เกิดปัญหากรดไหลย้อน โดยเสมหะที่เจริญเติบโตในทางเดินหายใจอาจไหลย้อนลงสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดอาการแสบร้อนในหลอดอาหาร (esophagus) และกระตุ้นการทำง่ายของกรดจากกระหายใจ

5 โรคที่มากับอาการ ไอเรื้อรัง

โรคภูมิแพ้ (Allergic Diseases)

โรคภูมิแพ้สามารถทำให้เกิดการอักเสบในทางเดินหายใจ, ทำให้เสริมการได้รับแสงจากสิ่งที่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกัน อาการไอเรื้อรังในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้นสามารถเป็นผลมาจากการตอบสนองที่ผิดปกติต่อสารภูมิแพ้

โรคท่อเสียงอักเสบ (Laryngitis)

โรคท่อเสียงอักเสบ เป็นการอักเสบในท่อเสียง ทำให้เสียงผู้ป่วยเปลี่ยนแปลง หรือหายไป นอกจากนี้, การที่ท่อเสียงถูกทำให้อักเสบอาจส่งผลให้เกิดอาการไอเรื้อรัง 

โรคหลอดลมโป่ง (Bronchiectasis)

เป็นภาวะที่ทำให้ท่อลมขยายออกมา, ทำให้เสมหะสะสม และทำให้เกิดการไอเรื้อรัง การไอเรื้อรังในกรณีนี้ส่วนใหญ่เกิดจากเสมหะที่หนา และสะสมในท่อลม

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease – GERD)

เป็นโรคที่กรดจากรู้ทางอาหารไหลย้อนขึ้นไปยังหลอดอาหาร กรดที่ไหลย้อนนี้สามารถกระตุ้นการไอได้, เนื่องจากกรดที่ไหลย้อนอาจเข้าถึงทางเดินหายใจ และทำให้เกิดการระคายเคือง

โรคไอกรน (Postnasal Drip)

เป็นสภาวะที่มีน้ำมูก หรือเสมหะลงไปทางหลอดลม หรือท่อเสียงจากจมูก ซึ่งทำให้เกิดอาการไอ โดยเฉพาะตอนกลางคืน หรือในท่านอน ไอกรนเกิดขึ้นเมื่อมีน้ำมูก หรือเสมหะลงไปที่ท่อเสียงห รือทางหลอดลม ทำให้เกิดการไอเรื้อรังเพื่อตกค้าง หรือขจัดเสมหะ

สรุป

โรคไอเรื้อรัง (Chronic Cough) คือ อาการไอที่เกิดอย่างต่อเนื่องนานกว่า 8 สัปดาห์โดยไม่มีการหายขาด โรคนี้เป็นอาการ เข้าถึงกันได้จากหลายสาเหตุที่หลากหลาย ดังนั้น, การวินิจฉัยจากแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญเมื่อโรคอยู่ในระยะที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อรักษาได้อย่างทันท่วงที

Product

About

Learn

©O&P Quality Trade Co., Ltd. All rights Reserved.

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save